• การศัลยกรรมถือว่าเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญและให้ความสนใจกันมากยิ่งขึ้นเพราะเรื่องความสวยความงามไม่เข้าใครออกใครอย่างแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศัลยกรรมจมูก ซึ่งมีจุดประสงค์ในการทำเพื่อความสวยความงาม และหลายคนอาจจะทำเพื่อแก้ปัญหารูปทรงของจมูกหรือแก้ไขรูปหน้าแต่ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นก็คือ ทำให้ใบหน้าเกิดความสมดุลมีมิติมีความสวยงามมาก ยิ่งขึ้นนั้นเองแต่สำหรับการทำสบู่สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องของจมูกนอกจากเรื่องของสันดั้งจมูกที่เล็กและแบน ก็คงจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการศัลยกรรมจมูกมากนักแต่สำหรับผู้ที่มีจมูกใหญ่หรือมีฐานจมูกกว้างเราจะทำการศัลยกรรมอะไรดีเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งถือ ได้ว่า ผู้ที่มีปัญหาจมูกหรือมีปัญหาฐาน จมูกใหญ่ศัลยกรรม อย่างไรก็เป็นคำถามที่หลายคนให้ความสำคัญและต้องการคำตอบกันเป็นอย่างมากค่ะดังนั้นวันนี้เรามาดูกันว่าการศัลยกรรม สำหรับคนจมูกใหญ่ต้องทำวิธีการใด จมูกใหญ่ศัลยกรรม แก้ด้วยวิธีไหนเห็นผลชัดที่สุด แก้ด้วยการตอกฐานจมูก เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นอกเหนือจากการตัดปีกจมูกที่หลายคนได้ยินและรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนของการตอกฐานจมูกนี้จะทำก็ต่อเมื่อพบว่าการที่มีจมูกใหญ่เนื่องมาจากโครงสร้างในฐานจมูกหรือโครงกระดูกรวมไปถึงกระดูกอ่อนปลายจมูก และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังต่างๆเช่นไขมันคอลลาเจน มีความไม่สมดุลซึ่งบางคนอาจจะยังไม่รู้และหากเมื่อเราไปเสริมจมูกก็จะทำให้ต่อยอดจมูกและเพิ่มความใหญ่ขึ้นไปอีก ซึ่งบางส่วนหลังจากการทำจมูกนั้นเราก็จะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างฐานกับความสูงของซิลิโคนแลดูไม่สมดุล เป็นจมูกที่ทำแล้วไม่มีความเป็นธรรมชาติดังนั้นก็จะต้องมีการแก้ไขการทำจมูกอันเกิดขึ้นอีกวิธีการง่ายๆในการที่จะใช้สำหรับผู้ที่มีจมูกใหญ่นั่นก็คือแก้ปัญหาโดยการทุบกระดูก หรือการต่อยกระดูกหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบีบกระดูกนั่นเอง วิธีการตอกฐานจมูกก็คือการทุบหรือบีบกระดูกเพื่อทำฐานกระดูกให้แคบเข้าโดยการทำให้กระดูกแยกออกจากฐานแล้วบีบให้ฐานแคบเข้ามาโดยที่ไม่ เข้าไปยุ่งกับกระดูก ทั้งส่วนด้านบนหรือส่วนด้านใน แต่จะสามารถบีบได้แค่มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความหนาของกระดูกของแต่ละคนดังนั้นหลังจากการผ่าตัดอาจจะต้องมีการห้ามเลือดในจมูกและใส่เฝือกจมูกร่วมด้วย แก้ด้วยการปรับแต่งปีกจมูก เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ใครมีปัญหาจมูกบานหรือจมูกกลางใหญ่รวมไปถึงรูจมูกกว้างมองแล้วไม่สวยเวลาเราทำการแก้ไขเราจะสามารถทำโดยผ่าตัดลดปีกจมูกลงซึ่งจะใช้เทคนิคพิเศษที่ไม่ทำให้เห็นรอยแผลเมื่อแผลหายแล้วและก่อนจะทำการผ่าตัดคุณหมอก็จะทำการกำหนดขนาดของปีกจมูกที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงรูปหน้าและฐานของจมูกเป็นสำคัญ
  • กี่ครั้งกันแล้วนะที่เรามาบอกเล่าเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับการเสริมจมูก แต่ทุกครั้งก็จะมีหัวข้อที่แตกต่างกันออกไปครั้งนี้ก็เช่นกันกับเรื่องของการ “ ฉีดเสริมจมูก ” เพราะการศัลยกรรมเสริมจมูกนั้นได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆเป็นอย่างมากและไม่เคยตกอันดับเลย โดยเฉพาะเรื่องปลีกย่อยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของจมูกนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งในปัจจุบันวิธีการทำศัลยกรรมมีความหลากหลายมากขึ้น ตามเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านความสวยความงาม แต่สำหรับเรื่องที่จะมาเล่าในครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย หลายคนก็คงเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้วละ ในเรื่องของการ ฉีดเสริมจมูก หรือก็คือการ ฉีดฟิลเลอร์ นั่นเอง พอเข้าเรื่องนี้ปุ๊บสิ่งแรกที่นึกถึงและยังคงถกเถียงกันมาตลอด ก็คือผลลัพธ์ระยะยาวว่าอันตรายมั้ยหรือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการเสริมจมูกกันแน่นะ ( ผลข้างเคียง ผลเสีย ของการทำศัลยกรรมจมูก มีอะไรบ้าง รวมจาก pantip ) ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับมันก่อนว่า ฟิลเลอร์ คืออะไร ฟิลเลอร์ ก็คือสารเติมเต็ม ซึ่งเป็นชื่อแบบรวมๆเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยมันเป็นสารสังเคราะห์ที่เลียนแบบธรรมชาตินั้นเอง ใช้ในด้านความสวยความงามเป็นหลัก เพื่อช่วยปรับรูปทรงของใบหน้าตามตำแหน่งที่ต้องการให้นูนเด่นขึ้นมาเช่น หน้าผาก ขมับ คาง ริมฝีปาก ดวงตา และก็จมูกที่เป็นหัวข้อหลักของเราในครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ แบบถาวรและไม่ถาวร แบบไม่ถาวร – เป็นสารสกัดเลียนแบบธรรมชาติ เมื่อทำการฉีดแล้วจะทำให้ผลคงที่อยู่ได้ประมาณ 5 – 8 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและจะสลายตัวออกไปเอง แบบถาวร – เช่นเม็ดพลาสติก ซิลิโคน และน้ำมันพาราฟิน ซึ่งมีผลคงอยู่ถาวรไม่สลายตัวออกไปจากร่างกายและไม่มีการรับรองความปลอดภัยที่แน่นอนในระยะยาว อาจจะมีผลข้างเคียงอื่นๆตามมาอีกด้วย ถือว่าอันตรายมากๆ ไม่แนะนำอย่างยิ่ง ข้อดี-ข้อเสียของการ ฉีดเสริมจมูก ด้วยฟิลเลอร์ ข้อดี ช่วยปรับรูปทรงจมูกของเราได้ตามต้องการ ใช้เวลาในการดำเนินขั้นตอนไม่นานมาก เห็นผลทันทีที่เข้ารับการฉีด ข้อเสีย ไม่สามารถเข้ารับการฉีดได้ทุกคน หากฉีดในปริมาณที่มากเกินไปเป็นระยะเวลานาน สารที่ฉีดอาจจับตัวเป็นก้อน ความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาด กรณีที่ไม่เชี่ยวชาญและสารที่ฉีดมีราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน   จึงสรุปได้ดังนี้ การเสริมจมูกแบบฉีด จะทำให้เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงในด้านของการที่อาจจะเกิดความผิดพลาดเช่นกัน อาจถึงขั้นตาบอดได้เพราะหลอดเลือดบริเวณรอบดวงตาอุดตันจากสารที่ฉีดโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญและสารที่ฉีดไม่ได้มาตรฐาน ส่วนผลลัพธ์ในระยะยาวสารที่ฉีดก็อาจจะเกาะติดกันกลายเป็นก้อนผังผืดได้อีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจึงขอแนะนำให้ทำการศัลยกรรมรูปแบบอื่นไปเลยจะเหมาะสมกว่าเช่น การศัลยกรรมด้วยกระดูกอ่อนของตัวเองและการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าแน่นอน
  • ตามความเชื่อลักษณะโหงวเฮ้งของจีน รวมถึงคนไทยเองด้วย เพราะคนไทยก็ได้รับความเชื่อจากจีนมาอยู่ไม่น้อยเลย สำหรับการมี ใบหน้าที่สวย ตามหลักโหงวเฮ้งแล้ว การมีหน้าผากโหนกนูน ศัลยกรรม หน้าผาก กว้าง แสดงถึงว่า บุคคลนั้น มีความฉลาด ไหวพริบดี และจะทำการค้าร่ำรวยเงินทอง ชีวิตไม่ลำบาก ซึ่งตรงกับสัดส่วนความงามในตำราแพทย์ การมีหน้าผากโหนกนูนจะทำให้ผู้นั้นดูเด็กอ่อนกว่าเยาว์ สรุปคือไม่ว่าจะทั้งในตำราโหงวเฮ้งของจีน หรือตำราความงามในแบบฉบับของศัลยแพทย์ การมีหน้าผากโหนกนูนเป็นสิ่งที่ดีและดูสวยงาม ศัลยกรรม หน้าผาก คืออะไร หน้าผากโหนกนูนดีอย่างไร หน้าผากโหนกนูนทำให้เราดูอ่อนวัยเหมือนเด็กตลอดเวลา สังเกตจากเด็กทารกถึงเด็กๆสิ หน้าผากเด็กๆจะดูเต็มไปด้วยไขมัน ไม่มีรอยเหี่ยว ไม่มีรอยตรงหน้าผากเลย และความโหนกนูนของหน้าผากทำให้สัดส่วนของใบหน้าช่วงบนมีความใหญ่มากกว่าใบหน้าช่วงล่าง ทำให้สัดส่วนใบหน้ามีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมฐานตั้งซึ่งจะคล้ายใบหน้าของเด็กนั่นเอง ศัลยกรรม หน้าผาก นูน มี 2 วิธีหลักๆ คือ 1. การหล่อซีเมนต์วัสดุสังเคราะห์ที่ใช้การในเสริมหน้าผาก เสริมหัวทุย ใช้เวลาในการทำประมาณ 2 ชม. โดยที่คุณหมอจะพิมพ์แบบหน้าผากของเราก่อน ใช้เวลาในการหล่อประมาณ   2  วัน จากนั้นผ่าตัดเสริมเข้าไป วิธีนี้เป็นวิธีที่จะได้หน้าผากถาวรที่สุด เพราะเป็นวัสดุสังเคราะห์จะไม่มีวันบุบสลายไปตามวัยหรืออายุที่มากขึ้น ข้อเสียมากๆเลยคือ เนื่องจากเป็นวัสดุสังเคราะห์จึงไม่ได้รับการการันตีว่าหากเวลาผ่านไปสิบยี่สิบปี จะมีการอักเสบหรือไม่ แม้ว่าในปัจจุบันการเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนหรือวัสดุซีเมนต์จะยังมีอยู่ แต่ในอนาคต คนไข้แทบไม่ได้รับการันตีของความปลอดภัยเลย ว่าวัสดุที่ใส่ไปจะทำให้หน้าผากเกิดการอักเสบติดเชื้อหรือไม่ 2. เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้ ก็คือ การปลูกถ่ายไขมันสเต็มเซลล์ หรือการฉีดไขมัน เป็นการปลูกถ่ายไขมันจากส่วนหน้าท้อง ขาหรือก้น แล้วปั่นแยกไขมันที่ประกอบด้วยสเต็มเซลล์ที่ดีเพื่อฉีดกลับไปบริเวณหน้าผาก ไขมันเป็นเซลล์ส่วนประกอบในร่างกาย ร่างกายจะไม่เกิดการปฎิเสธหรือต่อต้าน ความปลอดภัยสูงมาก ข้อเสีย คือ ไขมันที่ฉีดเข้าไปจะไม่อยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางส่วนจะสลายหายไปภายหลังการฉีด หน้าผากจะค่อยๆยุบลงเรื่อยๆ หลังการฉีด แต่ก็อยู่ได้นานมากกว่า 5 ปี ไขมันที่ฉีดจะอยู่บนใบหน้าได้นานในบริเวณที่มีความกว้าง และไม่มีกล้ามเนื้อ หรือมีการขยับน้อย ไขมันที่ฉีดไปจะติดได้นาน และดูเป็นธรรมชาติมากๆ ส่วนมากคนไข้จะมารับการฉีดไขมันหน้าผากอย่างน้อยสองรอบ โดยรอบสองแนะนำให้ฉีดห่างจากรอบแรกประมาณสามเดือน เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ไขมันของรอบแรกสลายหายไป ไขมันที่ฉีดซ้ำรอบสองนี้จะอยู่กับคนไข้ได้นานมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะดูธรรมชาติมากกว่าการเสริมซิลิโคนหน้าผาก อีกทั้งยังปลอดภัยมากกว่าอีกด้วย
  • ก่อนจะพูดถึงเคล็ดลับ ทำยังไงให้หน้าเล็กลง ด้วยการศัลยกรรม จะขอพูดถึงรูปทรงใบหน้าอุดมคติกันก่อน ว่าอุดมคติของใบหน้าที่เล็กสวยของสาวเกาหลีเป็นแบบไหน ลองนึกถึงฟองของไข่ไก่ ที่ด้านล่างเล็กมนส่วนด้านบนใหญ่ นั่นหมายถึงลักษณะของหน้าผากที่ใหญ่กว้างและช่วงคางที่แคบลงนั่นเอง ลองนึกถึงเวลาที่เราถ่ายรูปเซลฟี่ สาวจะรู้ดีว่า ต้องถือมุมกล้องให้สูง แล้วกดคางให้ต่ำ เพราะนั่นคือสัดส่วนใบหน้าที่สาวๆรู้สึกว่าตัวเองสวยนั่นเอง วิธีศัลยกรรมแบบสาวเกาหลี ที่ทำให้ใบหน้าที่เล็กมีอะไรบ้าง บอกเลยว่ามีทั้งวิธีการที่ต้องพึ่งมีดหมอและการแต่งหน้าเพื่อปกปิดจุดด้อยเผยจุดเด่นค่ะ มาดูกันเลยว่าสาวๆเกาหลีทำยังไง สิ่งหนึ่งที่ ทำให้หน้าดูเล็กลง นั่นคือ การที่มีแนวโหนกกรามคางเรียบเสมอกัน สำหรับสาวงบเยอะก็จะแก้ไขปัญหาด้วยการยุบโหนกตัดกรามวีไลน์เพื่อตัดเหลากระดูกให้เล็กและเรียบเนียนเป็นกรอบหน้าที่สวยๆนั่นเอง ข้อดีคือ สวยเป๊ะ แต่ข้อเสียต้องมีเวลาพักฟื้นที่นานมากพอ ส่วนมากสาวๆเกาหลีจะทยอยทำกันทีละจุด ( ขั้นตอนการเตรียมตัวทำหน้าที่เกาหลี ) ทำโหนกก่อนจากนั้นค่อยทำกรามหรือคางทีหลังนั่นเอง แต่สำหรับสาวไทยที่มีเวลาไม่นานก็จำทำทีเดียวพร้อมกันไปเลย สวยจบพร้อมกันในเจ็ดวันอะไรแบบนี้ มาดูกันบ้างสำหรับสาวงบน้อยกลัวการทำศัลยกรรมใหญ่ การฉีดไขมันหรือปลูกถ่ายไขมันสเตมเซลล์บนใบหน้า ก็เป็นวิธีการอำพรางโหนกที่ใหญ่ให้ได้ผลเช่นกันค่ะ จะเน้นฉีดที่ช่วงขมับ ร่องแก้ม หน้าผาก เพื่อทำให้ใบหน้ามีสัดส่วนที่ดีขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีความยืดหยุ่นของผิวที่ดี ส่วนมากจะแนะนำให้ทำในคนไข้ที่มีอายุไม่เกิน 30 ปีจะได้ผลที่ดีมาก รวมถึงไขมันก็จะอยู่บนใบหน้าได้นานมากขึ้นด้วย โดยปกติแล้วไขมันจะอยู่ยาวนานถึง 5-7 ปีเลยทีเดียว จะค่อยๆสลายไปตามอายุที่มากขึ้น จุดเด่นของการปลูกถ่ายไขมันสเตมเซลล์บนใบหน้าคือ สร้างหน้าผากให้โหนกนูนและกว้าง เพื่อหลอกตาให้ใบหน้าช่วงล่างเล็กลง รวมถึงเติมเต็มร่องขมับให้เต็มเพื่อหลอกตาให้เหมือนว่าเราไม่มีโหนกนั่นเอง งบประมาณเพียง 3-4 ล้านวอนเท่านั้น วิธีสุดท้ายไม่พึ่งมีดหมอ ไม่พึ่งศัลยแพทย์แต่ต้องพึ่งศิลปะ นั่นคือ การเมคอัพหลอกตานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการเฉดดิ้ง หรือการไฮไลท์ สาวเกาหลีแต่งหน้าเก่งมาก แต่งเหมือนไม่ได้แต่งเลย งานผิวฉ่ำวาวสุขภาพดีเกิดจากการลงรองพื้นที่ดีและการปัดไฮไลท์สีสว่างอย่างถูกจุด คือ บริเวณหน้าผาก สันจมูก หน้าแก้ม คาง บนริมฝีปาก ปลายจมูก หัวตา เพื่อการสร้างมิติให้เหมือนใบหน้าของเรานูนออกมาด้านหน้า และปัดเฉดดิ้งบริเวณกรอบหน้าเพื่อวงกรอบหน้าให้ดูเหมือนแคบลง
  • ทำหน้าที่เกาหลี ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าทำในเมืองไทย 4 ถึง 5 เท่า แต่นอกเหนือจากรายจ่ายค่าศัลยกรรมแล้วยังมีค่าตั๋วเครื่องบิน,ค่าที่พักที่คนไข้จะต้องรับผิดชอบในการไปทริปทัวร์ศัลยกรรมอีกด้วย จะมีวิธีไหนไหมที่จะช่วยลดรายจ่ายในการไปศัลยกรรมครั้งนี้บ้าง?!

 

แชร์ประสบการณ์ศัลยกรรม